Site icon ดร.บวร เทศารินทร์

ศธภ.,ศธจ. การทับซ้อนของอำนาจบริหารการศึกษากระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค

บทความโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ นพรัก

‘วิษณุ’ ถก ศธ.-กมธ.ศึกษาฯ ปมร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯ แนะจัดโครงสร้างทำภายหลังได้ ย้ำพัฒนาผู้เรียนสำคัญกว่า (ไทยโพสต์ 5 พฤษภาคม 2565 เวลา 16:44 น.)

“ส่วนประเด็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติพ.ศ….ได้พิจารณาลงมติเสียงข้างมากเห็นชอบร่างมาตรา 3 ให้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จำนวน 5 ฉบับ ซึ่งมีคำสั่งคสช.ที่ 19/2560 เรื่องปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ นั้น เรื่องนี้ นายวิษณุ ต้องการให้การจัดทำโครงสร้าง ศธ.ไปอยู่ในกฎหมายลูก โดยสามารถบริหารจัดการภายหลังได้ และยังต้องการให้เน้นความสำคัญของการพัฒนาผู้เรียนมากกว่าการพูดถึงเรื่องโครงสร้างศธ.”

ต่อกรณีปัญหาความขัดแย้งทางความคิดในการยกเลิก”คำสั่งคสช.ที่ 19/2560 เรื่องปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ” ที่ไม่สมควรปล่อยไว้ให้เป็นปัญหาเรื้อรัง แล้วอ้างว่าจะนำไปแก้ปัญหาในภายหลัง ทั้งที่มีเหตุผลทางวิชาการรองรับในการแก้ปัญหาอยู่แล้วนั้น

ผู้เขียนมีความเห็นทางวิชาการสนับสนุนการยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จำนวน 5 ฉบับ ซึ่งมีคำสั่งคสช.ที่ 19/2560 เรื่องปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ อยู่ในมาตรา 3 ของ(ร่าง)พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ อยู่ด้วย

แต่ก่อนที่จะนำเสนอแนวคิดขออนุญาตนำคำสั่งคสช.ที่ 19/2560 เรื่องปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เป็นกรณีก่อให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด มาเพื่อประกอบการพิจารณา ดังต่อไปนี้

เหตุผลในการออกคำสั่งที่ ๑๙/๒๕๖๐  เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ โดยอาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗คือ “จากข้อเท็จจริงที่ได้ปรากฏให้เห็นถึงสภาพปัญหาในการจัดการการศึกษาของประเทศในส่วน ภูมิภาคทั้งในด้านโครงสร้างขององค์การ ด้านระบบบริหารจัดการ และด้านบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาเยาวชนซึ่งเป็นทรัพยากรมนุษย์และกําลังคน ที่สําคัญในการพัฒนาประเทศ และเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนและการพัฒนาด้านการศึกษา ของประเทศให้มีประสิทธิภาพทัดเทียมนานาประเทศ

คำสำคัญในคำสั่งคือ “สภาพปัญหาในการจัดการการศึกษาของประเทศในส่วนภูมิภาค” ซึ่งมิได้ระบุสภาพปัญหาใดให้ชัดเจน มีแต่คำกล่าวอ้างแบบบอกเล่าปัญหาปากต่อปากว่า มีการทุจริตในการบริหารวานบุคคลของผู้อำนวยการเขตพื้นที่ ซึ่งเป็นปัญหาพฤติกรรมเฉพาะบุคคล แต่กลับกลายเป็นส่งผลให้มีการปรับโครงสร้างการบริหารระดับภูมิภาค โดยอาศัยคำสั่ง คสช.

ประเด็นที่เป็นสาระสำคัญในคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 3 ประการ คือ
1. การจัดตั้งหน่วยงานการศึกษาใหม่ระดับภาค ใน “ข้อ ๖ ให้มีศึกษาธิการภาคเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ พนักงานราชการและลูกจ้าง ในสํานักงานศึกษาธิการภาค มีอํานาจหน้าที่รับผิดชอบการดําเนินงานของสํานักงานศึกษาธิการภาค”
2. จัดตั้งคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดชุดใหม่ เรียกโดยย่อว่า “กศจ.” ประกอบด้วย
(๑) ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ

                 (  )…..
(๕) ศึกษาธิการจังหวัด เป็นกรรมการและเลขานุการ
3. การจัดตั้งหน่วยงานการศึกษาใหม่ระดับจังหวัด “ข้อ ๑๒ ให้มีศึกษาธิการจังหวัด เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ พนักงานราชการ และ ลูกจ้างในสํานักงานศึกษาธิการจังหวัด อยู่ภายใต้การกํากับดูแลของศึกษาธิการภาค มีอํานาจหน้าที่ รับผิดชอบการดําเนินงานของสํานักงานศึกษาธิการจังหวัด”

สรุป ผลของคำสั่งที่ ๑๙/๒๕๖๐ คือ
1. การเกิด ๒ หน่วยงาน ระดับภาคและระดับจังหวัด (ใหม่) และคณะกรรมการ 1 คณะ ระดับจังหวัด (ใหม่) ในส่วนภูมิภาค ส่งผลต่อการใช้อำนาจบริหาร (administrative power) ที่เกิดจากอำนาจใหม่ เหนือผู้อำนวยการเขตพื้นที่เดิมอีก ๒ อำนาจทำให้เกิดการทับซ้อนของการใช้อำนาจระดับภูมิภาค เป็นการกระจุกอำนาจการบริหารไว้ถึง ๓ หน่วยงาน และเป็นการกลับไปรวมอำนาจการบริหารเหมือนการบริหารรูปแบบเดิมในอดีต
2. ทำให้สายการบังคับบัญชา (chain of command) ระดับภูมิภาคยาวขึ้นกว่าเดิมที่มีเพียง ๑ ระดับชั้น คือเขตพื้นที่การศึกษาไปยังโรงเรียน ก็เพิ่มขึ้นอีก ๒ ระดับชั้น รวมเป็น ๓ ระดับชั้น ซึ่งผิดหลักการการกระจายอำนาจบริหารไปสู่โรงเรียน

ก่อนที่ผู้เขียนจะแสดงความเห็นเชิงวิชาการต่อประเด็นร้อนที่เกิดขึ้น ขอวิเคราะห์ย้อนไปให้ภาพการบริหารการศึกษาไทยในอดีต ทั้งการบริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ดังต่อไปนี้

ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2481) “กระทรวงศึกษาธิการมีระบบการบริหารจัดการการศึกษา โดยกรมสามัญศึกษา (อังกฤษ : Department of General Education) เป็นส่วนราชการระดับกรม ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2481 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล มีหน้าที่จัดการศึกษาสามัญ” (วิกิพีเดีย) แบบรวมอำนาจการบริหารทั้งระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา ระยะนี้สรุปได้ว่า
1) มีหน่วยงานในส่วนกลางรวมอำนาจการบริหารการศึกษาทั้งระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา  คือ กรมสามัญศึกษา
2) มีหน่วยงานในส่วนภูมิภาครวมอำนาจการบริหารการศึกษาไว้ ภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งระดับภาค จังหวัดและอำเภอ คือ สำนักงานศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด และศึกษาธิการอำเภอ เป็นหน่วยงานดูแลการบริหารการศึกษาในโรงเรียนทั้งระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา
ระยะที่ 2 (พ.ศ.2482) มี ”พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2481 จัดตั้งกรมสามัญศึกษาขึ้น ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 มีหน้าที่จัดการศึกษาสายสามัญ”(วิกิพีเดีย)  (ระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา) ระยะนี้สรุปได้ว่า
มีหน่วยงานส่วนกลางรวมอำนาจคือ กรมสามัญศึกษา และหน่วยงานส่วนภูมิภาครวมอำนาจในสสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการเช่นเดียวกับ ระยะที่ 1
ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2594) “ได้มีการตราพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2494 ขึ้นอีกครั้ง ทำให้กรมสามัญศึกษา มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการมัธยมศึกษา ทั้งของรัฐและเอกชน ตลอดจนการฝึกหัดครูด้วย และในปี พ.ศ. 2495 ได้มีการตราพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ขึ้นใหม่อีกครั้ง ให้มี “กรมวิสามัญศึกษา” ทำหน้าที่จัดการศึกษาตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่ 1-5” (วิกิพีเดีย) และ”กรมสามัญศึกษา” ทำหน้าที่จัดการศึกษาระดับประถมศึกษา ระยะนี้สรุปได้ว่า

          1) มีการแบ่งอำนาจการบริหารในส่วนกลาง เป็น ๒ กรม โดยบริหารการศึกษาแบบแยกระดับการศึกษา ระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา

          2) ระดับภูมิภาค มีการรวมอำนาจไว้ในหน่วยงานดูแลการบริการจัดการการศึกษา เช่นเดียวกับระยะที่ 1 คือรวมอำนาจภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

การบริหารการศึกษาในระยะที่ 1-3 มีการใช้อำนาจการบริหารในส่วนกลางระดับกรม และอำนาจการบริหารส่วนภูมิภาค โดยสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

ระยะที่ 4 (พ.ศ.2509) “มีพระราชบัญญัติโอนโรงเรียนประถมศึกษาบางประเภทไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดทำหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการศึกษาระดับประถมศึกษาหรือการศึกษาประชาบาลโดยครง ทั้งทางด้านการบริหารงานบุคคล วิชาการและธุรการ”(ปราชญา กล้าผจัญ,2538) ส่วนกรมสามัญศึกษารับผิดชอบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาและโรงเรียนอนุบาลที่จัดการศึกษาระดับประถมศึกษา ต่อมาในปี พ.ศ. 2515 มีประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 216, 217 และ 218 ได้ประกาศให้กรมสามัญศึกษากับกรมวิสามัญศึกษาเข้าด้วยกัน ให้ใช้ชื่อว่า กรมสามัญศึกษา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2515 ระยะนี้สรุปได้ว่า

          1) มีการแบ่งอำนาจการบริหารการศึกษาระดับประถมศึกษาบางส่วนจากส่วนกลางกรมสามัญศึกษา ไปให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

           2) ในส่วนภูมิภาคมีการแบ่งอำนาจการบริหารโรงเรียนประถมศึกษาบางส่วนไปให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด

          3) ส่วนระดับมัธยมศึกษาและโรงเรียนอนุบาลยังอยู่ภายใต้หน่วยงาน ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการดูแลรับผิดชอบ

          ระยะที่ 5 (พ.ศ. 2523) มีการโอนการศึกษาประชาบาลในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นใหม่ระดับกรม ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรองรับการบริหารจัดการประถมศึกษาภาคบังคับระดับประถมศึกษา เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2523 (ปรัชญา กล้าผจัญ,2538) ระยะนี้สรุปได้ว่า

          1) การบริหารการศึกษาในส่วนกลางมีการแบ่งอำนาจการบริหารระดับมัธยมศึกษา ให้กรมสามัญศึกษา ส่วนระดับประถมศึกษาแบ่งอำนาจให้สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.)

          2) การบริหารส่วนภูมิภาค มีการแบ่งอำนาจให้ สำนักงานปลัดกระทรวงบริหารการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ส่วนสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาจังหวัด (สปจ.) และสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาอำเภอ (สปอ.) บริหารการศึกษาระดับประถมศึกษาภายใต้การบริหารอำนาจของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.)

          3) มีการกระจายอำนาจการบริหารโดยมีคณะกรรมการบริหารในรูปแบบองค์คณะบุคคล ได้แก่ คณะกรรมการระดับจังหวัด (กปจ.,อ.ก.ค.จังหวัด) คณะกรรมการระดับอำเภอ (กปอ.)

          ระยะที่ 6 (พ.ศ.2546) ในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 ได้มีการปฏิรูปกระทรวง ทบวง กรม และยุบรวมหน่วยงานระดับกรมในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการเข้าด้วยกัน ทำให้กรมสามัญศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) ถูกโอนกิจการไปยังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหน้าที่รับผิดชอบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ซึ่งเป็นการศึกษาในระบบทั้งหมด ระยะนี้สรุปได้ว่า

          1) มีการบริหารส่วนกลาง โดยบริหารแบบรวมอำนาจ มีสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดูแลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา

          2) การบริหารระดับภูมิภาค มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารอำนาจ จากเดิมที่เคยแบ่งอำนาจการบริหารให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด มีอำนาจบริหารโรงเรียนเอกชนและศาสนา กรมสามัญศึกษามีอำนาจบริหารระดับมัธยมศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติมีอำนาจบริหารระดับประถมศึกษา มีการจัดสรรอำนาจการบริหารการศึกษาใหม่ โดยใช้พื้นที่การศึกษาเป็นหลัก เรียกว่ามีอำนาจการบริหารตามเขตพื้นที่การศึกษา ที่มีทั้งสิ้น 175 เขตพื้นที่ทั่วประเทศไทย เป็นการเปลี่ยนแปลงอำนาจการบริหารจัดการศึกษาจากการแบ่งอำนาจเป็นระดับการศึกษา ในแต่ละจังหวัดเป็นพื้นที่การศึกษา โดยการแบ่งเขตจังหวัดเป็นเขตพื้นที่การศึกษา

          3) ผู้บริหารการศึกษาทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ดูแลการศึกษาเอกชน 2)ผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัด (ผอ.สศจ.) ดูแลการศึกษาระดับมัธยมศึกษา และ 3) ผู้อำนวยการประถมศึกษาจังหวัด (ผอ.สปจ.) ดูแลการศึกษาระดับประถมศึกษา ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 175 คน ผู้ที่ไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ก็ได้ตำแหน่งอื่น ครบทุกคน

          4) มีการกระจายอำนาจการบริหารโดยมีการบริหารในรูปแบบองค์คณะบุคคลในทุกเขตพื้นที่ ทำให้การบริหารเขตพื้นที่การศึกษามีความคล่องตัวสูง

          ระยะที่ 7 (พ.ศ.2553) มีการแบ่งเขตพื้นที่การศึกษาจากเดิม เป็นเขตการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ดังนี้ 1)เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จํานวน ๑๘๓ เขตพื้นที่การศึกษา ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การกําหนดและแก้ไขเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่การศึกษาเป็นเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๓ และ 2) มีเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจำนวนม ๖๒ เขต ตามประกาศ กระทรวงศึกษาธิการ รื่อง การกำหนดและแก้ไขเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ 3) รวมเขตพื้นที่การศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา จำนวน ๒๔๕ เขตพื้นที่การศึกษา ระยะนี้สรุปได้ว่า

          1) การบริหารการศึกษามีการแบ่งอำนาจการบริหารการศึกษาเป็นระดับการศึกษาในแต่ละเขตการศึกษาทั้งระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา ในแนวราบตามระดับการศึกษา และแบ่งพื้นที่ในแนวตั้งในแต่ละเขตพื้นที่ของแต่ละจังหวัด

          2) มีการกระจายอำนาจการบริหารโดยมีการบริหารในรูปแบบองค์คณะบุคคลในทุกเขตพื้นที่ ทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ทำให้การบริหารเขตพื้นที่มีความคล่องตัวสูงยิ่งขึ้น 

การบริหารการศึกษาระยะที่ 4-7 กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการบริหารอำนาจ ดังนี้

  1. การบริหารส่วนกลาง มีการรวมอำนาจไว้ในหน่วยงาน โดยการแบ่งอำนาจหน่วยงานที่บริหารต่างระดับการศึกษา คือระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา และในที่สุดรวมอำนาจการบริหารรไว้ในหน่วยงานเดียว
  2. การบริหารส่วนภูมิภาค แบ่งอำนาจการบริหารระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ให้ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา โดยไม่มีการใช้อำนาจทับซ้อนกัน
  3. มีการกระจายอำนาจการบริหารในรูปแบบองค์คณะบุคคล ทำให้การบริหารโรงเรียนในหน่วยงานระดับเขตพื้นที่มีความคล่องตัวสูงและมีประสิทธิภาพ

          ระยะที่ 8 (พ.ศ.2560 ถึงปัจจุบัน) ตามคำสั่ง คสช. ที่ ๑๙/๒๕๖๐ เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ปี พ.ศ.2560 ทำให้การบริหารการศึกษากลับมากระจุกตัวดังเดิมในอดีต ดังที่ได้วิเคราะห์มาแล้วข้างต้น คือ

การเกิด ๒ หน่วยงาน ระดับภาคและระดับจังหวัด (ใหม่) และคณะกรรมการ 1 คณะ ระดับจังหวัด (ใหม่) ในส่วนภูมิภาค ส่งผลต่อการใช้อำนาจบริหาร (administrative power) ที่เกิดจากอำนาจใหม่ เหนือผู้อำนวยการเขตพื้นที่เดิมอีก ๒ อำนาจทำให้เกิดการทับซ้อนของการใช้อำนาจระดับภูมิภาค

  1. ทำให้สายการบังคับบัญชา (chain of command)ระดับภูมิภาคยาวขึ้นกว่าเดิมที่มีเพียง ๑ ระดับชั้น คือเขตพื้นที่การศึกษาไปยังโรงเรียน ก็เพิ่มขึ้นอีก ๒ ระดับชั้น รวมเป็น ๓ ระดับชั้น ซึ่งผิดหลักการการกระจายอำนาจบริหารไปสู่โรงเรียน

ข้อเสนอเชิงวิชาการ

  1. สนับสนุนความเห็นเสียงข้างมากที่เห็นชอบร่างมาตรา 3 ให้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จำนวน 5 ฉบับ ซึ่งมีคำสั่งคสช.ที่ 19/2560 เรื่องปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ที่บัญญัติกฎหมายโดยใช้อำนาจพิเศษซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นกับกฎหมายการศึกษาหลักที่บัญญัติตามครรลองของรัฐธรรมนูญเป็นพระราชบัญญัติ โดยให้บัญญัติการกำหนดโครงสร้างการบริหารในกระทรวงศึกษาธิการเช่นเดียวกับ “พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา ๓๒ การจัดระเบียบบริหารราชการในกระทรวงให้มีองค์กรหลักท่ีเป็นคณะบุคคลในรูปสภา หรือในรูปคณะกรรมการจานวนสี่องค์กร ได้แก่ สภาการศึกษา คณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการอาชีวศึกษา และคณะกรรมการการอุดมศึกษา…”
  2. ควรมีพระราชกฤษฎีกาการแบ่งส่วนราชการภายในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยให้มีการกระจายอำนาจกลับไปสู่เขตพื้นที่การศึกษาทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาดังเดิม ส่วนการบริหารงานบุคคลนั้น อาจทำได้แบบเดิมในอดีตเมื่อมีตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัด ก็ให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่เขต  1 เลื่อนไปเป็นศึกษาธิการจังหวัด
  3. ควรมีการปรับรูปแบบการบริหารการศึกษาระดับเขตพื้นที่การศึกษาในรูปแบบองค์คณะบุคคล และกระจายอำนาจการบริหารให้โรงเรียนมากขึ้น โดยให้มีรูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทของการศึกษาในปัจจุบัน

หวังว่าบทความนี้คงไม่ใช่”การซุกฟืนในกองไฟ”

เพราะเจตนารมย์ของผู้เขียน”เป็นการชักฟืนออกจากกองไฟ”

เพื่อมิให้มีปัญหา”สุมฟืนในกองไฟ” ในอนาคตอีกต่อไป 

ที่มา ; ปรับแต่งจาก FB สมบัติ นพรัก

Exit mobile version